ธปท. สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (แบงก์ชาติอีสาน) เผยภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ในภาวะ “ทรงตัว” ชี้ประชาชนยังรัดเข็มขัดจากค่าครองชีพที่พุ่งสูง แม้ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมจะเติบโต แต่เม็ดเงินยังกระจายไม่ทั่วถึง พร้อมประเมินครึ่งปีหลังเศรษฐกิจเตรียมผงกหัวรับมาตรการรัฐ เดินหน้าลุย 3 มาตรการหลัก ช่วยเหลือลูกหนี้และต่อลมหายใจให้ SMEs
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ตั้งโต๊ะแถลงอัปเดตภาวะเศรษฐกิจและการเงินของภูมิภาคอีสาน ประจำไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อปากท้องของพี่น้องประชาชนโดยตรง ดังนี้
ไตรมาส 2/2569 ทำไมเศรษฐกิจถึง “ทรงตัว”?
ดร.ทรงธรรม ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจอีสานในช่วงไตรมาสที่ 2 ถือว่าทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากภาวะ “กำลังซื้อเปราะบาง” โดยมีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบที่ดึงยื้อกันอยู่ ได้แก่
ด่านทดสอบที่ทำให้เศรษฐกิจสะดุด
- ค่าครองชีพพุ่งสูง: ประชาชนจับจ่ายใช้สอยน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นผลพวงมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและต้นทุนการใช้ชีวิต
- การท่องเที่ยวแผ่วลง: รายได้จากการท่องเที่ยวหดตัว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง (High-spending) ซึ่งมีจำนวนลดลงตามสัดส่วนของเที่ยวบินที่ให้บริการน้อยลง
แรงหนุนที่พยุงเศรษฐกิจไว้
- ภาคการเกษตรยิ้มได้: รายได้ของเกษตรกรกลับมาขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะราคามันสำปะหลังที่พุ่งสูงขึ้น และผลผลิตยางพาราที่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง
- ภาคอุตสาหกรรมเดินหน้า: การผลิตขยายตัวได้ดีตามความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม แบงก์ชาติอีสานชี้ให้เห็นจุดสำคัญว่า แม้ตัวเลขภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมจะดูดีขึ้น แต่เม็ดเงินและผลประโยชน์เหล่านั้น ยังกระจุกตัวและกระจายลงสู่กระเป๋าของประชาชนในวงกว้างค่อนข้างจำกัด ทำให้ชาวบ้านทั่วไปยังคงรู้สึกถึงความฝืดเคือง
ส่องแนวโน้มครึ่งปีหลัง 2569: เตรียมรับการฟื้นตัว
สำหรับทิศทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 (ไตรมาส 3 และ 4) ทางแบงก์ชาติประเมินว่า “มีแนวโน้มกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้น” โดยมีปัจจัยบวกที่จะมาเป็นฟันเฟืองสำคัญ คือ เม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่จะกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงไฮซีซั่น
ข้อควรระวัง (Risks to watch)
แม้จะมีสัญญาณบวก แต่ยังต้องจับตาความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางที่อาจทำให้ต้นทุนพลังงานผันผวน และ “ภาวะเอลนีโญ” ที่อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณน้ำและผลผลิตทางการเกษตรของชาวอีสาน
แบงก์ชาติจัดเต็ม 3 มาตรการดูแลปากท้องและธุรกิจ
เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ แบงก์ชาติไม่ได้ดูแลแค่ภาพรวมระดับมหภาค แต่ยังลงลึกถึงการแก้ปัญหาปากท้องและสภาพคล่องอย่างตรงจุด ผ่าน 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่:
- ต่อลมหายใจธุรกิจ (เติมทุน): ผ่านโครงการ SMEs Credit Boost เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ล่าสุดมียอดอนุมัติสินเชื่อไปแล้วกว่า 50,000 ล้านบาท
- ปลดแอกหนี้ครัวเรือน (แก้หนี้): เดินหน้าโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ช่วยเหลือประชาชนในการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับรายได้ ซึ่งปัจจุบันช่วยเหลือและปรับโครงสร้างหนี้สำเร็จไปแล้วถึง เกือบ 140,000 บัญชี
- ลดต้นทุนทางการเงิน (ลดภาระ): แบงก์ชาติได้ปรับลดค่าธรรมเนียมต่างๆ เพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ยและต้นทุนทางการเงิน ซึ่งมาตรการนี้สามารถช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของประชาชนและภาคธุรกิจรวมกันได้สูงถึง 5,000 ล้านบาทต่อปี
แม้เศรษฐกิจอีสานในปัจจุบันจะยังมีความท้าทายจากค่าครองชีพและภาระหนี้สิน แต่ด้วยมาตรการรองรับจากแบงก์ชาติและนโยบายรัฐที่กำลังจะออกมา ผนวกกับความแข็งแกร่งของภาคการเกษตร เชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่เปราะบางและกลับมาฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้